“คูปองแก้หนี้” ลดหนี้เดิม เติมเงินทุน ฟื้นฟูเครดิต

“คูปองแก้หนี้” ลดหนี้เดิม เติมเงินทุน ฟื้นฟูเครดิต

แก้หนี้เสียด้วย "คูปองแก้หนี้" ลดดอกเบี้ยและเงินต้น ค้ำประกันสินเชื่อใหม่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย และยกระดับฐานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อคืนโอกาสทางการเงินและสร้างความมั่นคงแก่ประชาชนไทย

“คูปองแก้หนี้” ลดหนี้เดิม เติมเงินทุน ฟื้นฟูเครดิต

ทำไมต้องแก้ปัญหา (WHY)

ทำไมต้องแก้ปัญหา (WHY)

สถานการณ์หนี้สินของประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต โดยมีปัจจัยบ่งชี้สำคัญ ดังนี้:

  • ภาวะหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง: สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทรงตัวในระดับสูงที่ประมาณ 87% - 90% ตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2568 หนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนจะพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี แตะระดับ 740,000 บาทต่อครัวเรือน

  • คุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระ: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนหนี้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "คุณภาพของหนี้" ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Productive Loan) เช่น หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ทำให้ประชาชนติดอยู่ใน "กับดักหนี้" คือ เป็นหนี้เร็วตั้งแต่วัยเริ่มทำงาน เป็นหนี้นานจนเกษียณ และยอดหนี้สูงเกินศักยภาพ นำไปสู่วงจรการกู้ที่ใหม่มาโปะที่เก่า

  • วิกฤตสินเชื่อ SME (The Credit Crunch): แม้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) จะสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วน 35% ของ GDP แต่กลับแบกรับการจ้างงานกว่า 70% ของแรงงานทั้งประเทศ (ประมาณ 12-13 ล้านคน) ปัจจุบัน SME กำลังถูกตัดออกจากระบบสินเชื่อ โดยยอดปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์หดตัวต่อเนื่อง (ติดลบประมาณ 5%) และมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูง เนื่องจากธนาคารหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Averse) หากปล่อยไว้จะนำไปสู่การเลิกจ้างงานมหาศาล

  • วงจรอุบาทว์หนี้นอกระบบ: เมื่อสถาบันการเงินเข้มงวด ประชาชนจึงหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงเกินจริง นำไปสู่ปัญหาสังคม อาชญากรรม ความรุนแรง และการฆ่าตัวตาย

  • ขาดเจ้าภาพและทรัพยากรที่ใช้ไม่คุ้มค่า: ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ทำให้กระบวนการกระจัดกระจาย อีกทั้งยังมีทรัพยากรที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ (Unused Resources) เช่น เงินฝากแน่นิ่ง (Dormant Deposits) ซึ่งในต่างประเทศอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ได้นำมาใช้เป็นแหล่งทุนเพื่อสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ

เราจะทำอะไร (WHAT)

ข้อเสนอนโยบายแบ่งออกเป็น 3 แกนหลัก เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร:

  1. ลดหนี้เดิมด้วย "คูปองแก้หนี้": สร้างระบบปรับโครงสร้างหนี้แบบบูรณาการ โดยให้ลูกหนี้นำ "คูปองแก้หนี้" เข้ารับคำปรึกษาจาก "โค้ชแก้หนี้" เพื่อประนอมหนี้และวางแผนการเงิน โดยกำหนดมาตรการช่วยเหลือตามระดับความรุนแรงของหนี้ (เช่น เริ่มผิดนัดชำระ, เริ่มค้างชำระ, หนี้เสีย) ครอบคลุมสถาบันการเงินทุกประเภท รวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ เป้าหมายคือลดหนี้ครัวเรือนลง 10% ต่อปี ภายในระยะเวลา 4-8 ปี

  2. เติมเงินทุนด้วยระบบค้ำประกันรายย่อย (Micro-Guarantee System): รัฐบาลร่วมแบ่งรับความเสี่ยงกับสถาบันการเงิน เพื่อช่วยให้กลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบการอิสระ และ SME รายย่อย ที่มีเครดิตต่ำสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่มีต้นทุนต่ำได้ ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรหนี้นอกระบบ

  3. สร้างฐานข้อมูลเครดิตมาตรฐาน (National Credit Score): บังคับให้ผู้ให้บริการสินเชื่อทุกประเภท (รวมถึง Non-Bank และสหกรณ์) นำส่งข้อมูลเข้าสู่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เพื่อสร้างมาตรฐานคะแนนเครดิตแห่งชาติ นำไปสู่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-based Pricing) ที่แม่นยำและเป็นธรรม

ทำอย่างไรให้สำเร็จ (HOW)

การขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ จะเน้นการสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล" และการบังคับใช้ "ข้อตกลงร่วม" โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 โครงการหลัก ดังนี้:

โครงการที่ 1: โครงการคูปองแก้หนี้ 

มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้เดิมแบบครบวงจร ด้วยการนำเทคโนโลยีและกลไกคนกลางมาช่วยบริหารจัดการ

1. กลุ่มเป้าหมาย (ข้อมูล ณ ไตรมาส 1/2568)

  • ลูกหนี้ธุรกิจ (SME):

    • กลุ่มหนี้เสีย (NPL): ประมาณ 80,000 ราย (มูลค่าหนี้ 300,000 ล้านบาท)

    • กลุ่มเริ่มค้างชำระ (SM): ประมาณ 90,000 ราย (มูลค่าหนี้ 165,000 ล้านบาท)

  • ลูกหนี้รายย่อย (สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ยอดคงค้างไม่เกิน 100,000 บาท):

    • กลุ่มหนี้เสีย (NPL): 2.1 ล้านคน (มูลค่าหนี้ 76,000 ล้านบาท)

    • กลุ่มเริ่มค้างชำระ (SM): 10.6 ล้านคน (มูลค่าหนี้ 283,000 ล้านบาท)

2. กลไกการดำเนินงาน ระบบนิเวศการแก้หนี้ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ เปรียบเสมือนกระบวนการรักษาทางการแพทย์:

  • คูปองแก้หนี้: รัฐบาลแจกคูปองดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" หรือ "เป๋าตัง" เพื่อให้ลูกหนี้นำไปใช้สิทธิรับบริการปรึกษาและแก้ไขปัญหาหนี้

  • โค้ชแก้หนี้ (Certified Credit Counselor): เปรียบเสมือน "แพทย์ผู้รักษา" ทำหน้าที่:

    1. วินิจฉัยสุขภาพการเงิน วางแผนรายรับ-รายจ่าย และปรับพฤติกรรมทางการเงิน

    2. ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ผ่านตัวกลางตามเงื่อนไขสัญญาร่วม

    3. ติดตามอาการจนจบโครงการเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นหนี้ซ้ำ ช่องทางให้บริการ: ทั้งรูปแบบพบหน้าที่สาขา และรูปแบบออนไลน์ 

  • ตัวกลาง (Mediator): เปรียบเสมือน "โรงพยาบาล" ให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service):

    1. เป็นศูนย์กลางเจรจาประนอมหนี้ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ทุกราย (ลูกหนี้ไม่ต้องติดต่อเองทีละแห่ง)

    2. บริหารจัดการระบบ "โค้ชแก้หนี้" ตั้งแต่การอบรม รับรองมาตรฐาน จัดลำดับและมอบสิ่งจูงใจ ทั้งที่เป็นตัวเงินและการมอบรางวัล 

  • สัญญาร่วม (Master Agreement): เปรียบเสมือน "ยา" คือข้อตกลงกลางระหว่างสถาบันการเงิน (ธนาคาร, Non-Bank, สหกรณ์ออมทรัพย์) ที่กำหนดเงื่อนไขมาตรฐานในการช่วยเหลือ เช่น การหยุดทวงหนี้ ระงับการฟ้องร้อง และแนวทางปรับโครงสร้างหนี้

3. มาตรการช่วยเหลือตามระดับความรุนแรง กำหนดเกณฑ์การช่วยเหลือตามสถานะลูกหนี้ ดังนี้:

  • ระยะก่อนผิดนัด (คาดว่าจะผิดนัดหรือผิดนัดไม่เกิน 30 วัน): มาตรการช่วยเหลือคือ ลดดอกเบี้ยเล็กน้อย และยืดเวลาชำระหนี้สูงสุด 10 ปี

  • ระยะเริ่มค้างชำระ (ผิดนัด 31-89 วัน): มาตรการช่วยเหลือคือ ลดดอกเบี้ย 30-70% (ตามความสามารถ), ยกเว้นดอกเบี้ยผิดนัด และยืดเวลาชำระหนี้สูงสุด 10 ปี

  • ระยะหนี้เสีย (ผิดนัดเกิน 90 วัน): มาตรการช่วยเหลือคือ ยกเว้นดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมด, ลดเงินต้น 20-70% (หรือสูงสุด 90% สำหรับกลุ่มเปราะบางพิเศษ) และยืดเวลาชำระหนี้สูงสุด 10 ปี

4. แผนการดำเนินงาน 

  • ระยะเร่งด่วน: ใช้กลไก "สัญญาร่วม" โดยรัฐมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจสถาบันการเงิน

    • โครงสร้างบริหาร: จัดตั้ง "คณะกรรมการบริหารความร่วมมือ" (ประกอบด้วยตัวแทนจากสถาบันการเงิน, สภาองค์กรของผู้บริโภค, NCB, ธปท. ฯลฯ)

    • สำนักงานเลขาขานุการ: ยกระดับ "คลินิกแก้หนี้ by SAM" (บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ บสส.) และขยายช่องทางผ่านธนาคารรัฐ (ออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส.) เพื่อทำหน้าที่รับลูกหนี้

    • การตรวจสอบ: มีกรรมการตรวจสอบอิสระเพื่อความโปร่งใส

  • ระยะยั่งยืน: ออก พ.ร.บ. เพื่อจัดตั้งหน่วยงานถาวร (เช่น องค์การมหาชน หรือหน่วยงานรัฐภายใต้กระทรวงการคลัง) เพื่อทำหน้าที่ตัวกลางและบังคับใช้มาตรการแทนสัญญาร่วม

โครงการที่ 2: โครงการเติมเงินทุนและฟื้นฟูเครดิต 

มุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ลูกหนี้ที่ผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ และกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

1. ระบบค้ำประกันรายย่อย สร้างกลไกที่รัฐร่วมแบ่งรับความเสี่ยงกับสถาบันการเงิน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มเครดิตต่ำ:

  • ขยายบทบาท บสย.: ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทำหน้าที่ค้ำประกันลูกหนี้กลุ่มนี้ เพื่อให้นำไปยื่นกู้กับสถาบันการเงินได้

  • สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ: จัดหาผลิตภัณฑ์สินเชื่อต้นทุนต่ำสำหรับประชาชนกลุ่มฐานราก

2. สินเชื่อเพื่อการเริ่มต้นใหม่ สำหรับผู้ที่ผ่านโครงการคูปองแก้หนี้และมีประวัติการผ่อนชำระดี รัฐบาลจะสนับสนุนการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อให้สามารถตั้งตัวใหม่ได้

3. แหล่งเงินทุน จัดตั้ง "กองทุนเงินค้ำประกันรายย่อย" โดยระดมทุนจาก:

  • เงินสนับสนุนภาครัฐ: จากงบประมาณรัฐ, รัฐวิสาหกิจ (สถาบันการเงินของรัฐ, BAM, SAM)

  • เงินสมทบ: ส่วนแบ่งจากเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)

4. ผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ. ล้มละลาย ที่ผ่านชั้นกรรมาธิการแล้ว ให้เข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับปรุงกระบวนการฟื้นฟูกิจการและบุคคลล้มละลายให้มีประสิทธิภาพ เอื้อต่อการกลับมาดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น