ติดโซลาร์รูฟท็อปผ่อนได้ ไม่ต้องมีเงินก้อน ไฟส่วนเกินขายคืนรัฐสร้างรายได้ เพิ่มโควตารับซื้อทันที 1,500 เมกะวัตต์ พร้อมปรับค่าสายส่งเป็นธรรม เพื่อพลังงานสะอาดของประชาชนทุกคน

ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานหมุนเวียนที่ประชาชนไม่ใช่เพียง "ผู้ซื้อ" แต่เป็น "ผู้ผลิต" ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาบ้าน แต่ที่ผ่านมาการเปลี่ยนผ่านนี้ยังเกิดขึ้นอย่างจำกัด เพราะโครงสร้างราคาพลังงานและกติกามีอุปสรรคซึ่งต้องเร่งแก้ไข เพื่ิอให้ประเทศไทยคว้าโอกาสจากยุคใหม่ได้
มุมมองโครงการนำร่อง: ระบบเดิมจำกัดโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือนไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ ซึ่งเต็มอย่างรวดเร็วและปิดรับมานานหลายปี ทำให้ศักยภาพบนหลังคาบ้านเรือนประชาชนนับล้านหลังถูกทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์ สะท้อนว่ารัฐบาลที่ผ่านมามองการผลิตไฟฟ้าของประชาชนเป็นเพียงโครงการนำร่อง ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าในระยะยาว
อุปสรรคเงินก้อน: ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรายได้ปานกลางและรายได้น้อย ไม่สามารถเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้เพราะขาดเงินก้อนหลักแสนบาท และระบบสินเชื่อธนาคารทั่วไปมักต้องการหลักประกันที่ครัวเรือนเหล่านี้ไม่มี
ความผันผวนของค่าไฟฟ้า: การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (LNG) นำเข้าทำให้ค่าไฟสูงและควบคุมยาก การเปิดให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าเองจะช่วยลดต้นทุนระบบในระยะยาวและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน
โอกาสสร้างงานสีเขียว: การติดตั้งโซลาร์ระดับครัวเรือนอย่างแพร่หลายจะสร้างงานในท้องถิ่น ทั้งช่างติดตั้ง นักออกแบบระบบ และเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง เป็นการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก
พรรคประชาชนมุ่งเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากเพียง “ผู้ใช้ไฟ” เป็น “ผู้ผลิตไฟและผู้ลงทุนในระบบพลังงาน” โดยแก้ปัญหาด้านกติกาและด้านการเงินไปพร้อมกัน ผ่าน 2 กลไก
ระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากผู้ผลิตใช้เอง (Net Billing): รัฐรับซื้อไฟส่วนเกินจากโซลาร์บนหลังคาบ้านเรือนประชาชน โดยแยกคำนวณ "ไฟที่ใช้" กับ "ไฟที่ผลิตเกินแล้วขายคืน" ประชาชนใช้ไฟจากโครงข่ายได้ตามปกติ แต่หากผลิตไฟได้เกินความต้องการ สามารถขายคืนรัฐตามราคาที่กำหนด
สินเชื่อผ่านบิลค่าไฟฟ้า (On-Bill Financing: OBF): ทำให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อน แต่สามารถผ่อนชำระตามหลักการความเป็นกลางของภาระค่าใช้จ่าย (Bill Neutrality) คือค่างวดในการผ่อนชำระถูกออกแบบให้สมดุลกับมูลค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ ทำให้ยอดรวมในบิลค่าไฟไม่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม
เมื่อรวม 2 กลไกนี้ จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ประชาชน รายได้จากการขายไฟคืนยังช่วยเร่งระยะเวลาการคืนทุนให้เร็วขึ้นและช่วยลดค่าไฟของประชาชนในระยะยาว
เพื่อให้ระบบนี้เกิดขึ้นได้จริงและไม่กระทบต่อเสถียรภาพของโครงข่าย พรรคประชาชนเสนอ 8 มาตรการต่อไปนี้
เพิ่มโควตารับซื้อภาคประชาชนทันที: รัฐบาลต้องประกาศเพิ่มโควตาการรับซื้อไฟฟ้าภาคครัวเรือนในระบบ Net Billing ทันทีไม่น้อยกว่า 1,500 เมกะวัตต์ เพื่อยืนยันว่าภาคประชาชนคือส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าอย่างถาวร
การวิเคราะห์ขีดความสามารถทางวิศวกรรม: มอบหมายให้หน่วยงานศึกษาศักยภาพการรองรับไฟฟ้าแยกตามรายพื้นที่ โดยพิจารณาจากสถานีไฟฟ้าและจุดเชื่อมต่อจริง (ทั้งหม้อแปลง สายจำหน่าย และระดับโหลด) เพื่อกำหนดขีดความสามารถที่เหมาะสมตามข้อมูลวิศวกรรมและลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพโครงข่าย
กำหนดราคารับซื้อที่สะท้อนต้นทุนจริง: นำผลการประเมินทางเทคนิคมาใช้กำหนดโควตาและราคารับซื้อแบบจำแนกพื้นที่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนระบบที่แท้จริง (รวมถึงค่าระบบส่ง-จำหน่าย การสูญเสีย และช่วงเวลาผลิต) โดยต้องเปิดเผยสูตรคำนวณอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
การบูรณาการกลไกการเงิน: เชื่อมโยงระบบ Net Billing เข้ากับสินเชื่อผ่านบิลค่าไฟ (OBF) โดยเปิดให้รายได้จากการขายไฟส่วนเกินหักล้างค่างวดสินเชื่อโดยอัตโนมัติ
การปรับปรุงโครงสร้างค่าบริการโครงข่าย: ปรับหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าใช้ระบบส่งและจำหน่าย (T&D Charge) จากเดิมที่คิดตามกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ไปสู่การคิดตามกิโลวัตต์ (kW) เพื่อรักษารายได้ที่จำเป็นในการดูแลโครงข่าย และป้องกันการโยกภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้
การวางมาตรฐานความปลอดภัยและเสถียรภาพ: กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ที่เข้าร่วม เช่น Smart Inverter ที่รองรับการควบคุมแรงดันและความถี่ รวมถึงการจำกัดกำลังส่งออกตามจุดเชื่อมต่อ และเปิดทางให้ใช้แบตเตอรี่หรือระบบควบคุมโหลดในพื้นที่อ่อนไหวเพื่อให้ระบบขยายตัวได้อย่างมั่นคง
การแยกแยะนโยบายฝั่งผู้ใช้ออกจากผู้ผลิต: กำหนดให้ Net Billing เป็นนโยบายฝั่งผู้ใช้ (Demand-side policy) โดยไม่นำไปแข่งขันกับโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไม่ผูกกับการประมูลแบบ Big Lot และไม่ถูกดึงไปรวมกับแผนผลิตไฟฟ้า (Supply-side policy) ของภาคอุปทาน
การสร้างธรรมาภิบาลและป้องกันการผูกขาด: วางกลไกจำกัดกำลังผลิตต่อรายหรือต่อจุดเชื่อมต่อ ห้ามการรวบรวมหลายหลังคาเรือนภายใต้นิติบุคคลเดียวเพื่อกินโควตา และเปิดเผยข้อมูลผู้ได้รับสิทธิ์ในรูปแบบ Open Data เพื่อคุ้มครองหลักการ “ไฟฟ้าประชาชน”