หากต้องการดูข้อมูลการเลือกตั้งกรุงเทพฯของพรรคประชาชน กรุณา คลิกที่นี่

ส้มสู้ไฟป่า แก้ปัญหา PM2.5

จัดการไฟป่าด้วยฐานข้อมูลและเทคโนโลยี ปลดล๊อคท้องถิ่นจัดการไฟป่าพร้อมงบประมาณ และการหยุดไฟตั้งแต่ต้นทางก่อนลุกลามเป็นวิกฤตฝุ่น

ส้มสู้ไฟป่า แก้ปัญหา PM2.5

ทำไมต้องแก้ปัญหา (WHY)

หนึ่งในต้นตอสำคัญของฝุ่นพิษ PM2.5 ในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือคือ ไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมากว่า 10 ปี ปัจจุบันภารกิจดับไฟป่าถูกแบ่งตามประเภทพื้นที่ (ป่าอนุรักษ์โดยกรมอุทยานฯ และป่าสงวนโดยท้องถิ่น) แม้ภารกิจจะชัดเจน แต่สิ่งที่ ไม่เคยชัดเจนคือ "งบประมาณ" ที่มักถูกตัดลดอย่างมหาศาล และระเบียบที่ล็อกสเปกจนเจ้าหน้าที่ไม่มีอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริง

1. งบประมาณไม่เพียงพอและล่าช้า: ท้องถิ่นที่รับผิดชอบไฟป่าในป่าสงวนมักถูกตัดงบประมาณจากระดับพันล้านเหลือเพียงหลักร้อยล้านบาททั่วประเทศ ทำให้ต้องรอ "งบกลาง" ซึ่งมักจะมาถึงหลังจากไฟดับไปแล้ว

2. ขาดแคลนอุปกรณ์และเทคโนโลยี: เจ้าหน้าที่ขาดอุปกรณ์ทุ่นแรงพื้นฐาน เช่น รถมอเตอร์ไซค์วิบาก, เครื่อง AED, และที่สำคัญที่สุดคือ โดรนตรวจจับความร้อน ทำให้หลายครั้งเจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าเข้าป่าลึกอย่างยากลำบากแต่กลับ "หลงพิกัด" เพราะไม่มีข้อมูลที่แม่นยำ

3. สวัสดิการย่ำแย่และอุปกรณ์ใช้ไม่ได้จริง: อาสาดับไฟป่าได้รับค่าตอบแทนน้อยนิด รัฐไม่สามารถจัดซื้อประกันชีวิตให้ได้เนื่องจากติดระเบียบ และการบังคับซื้ออุปกรณ์ที่ใช้งานไม่ได้จริง เช่น "ลาโค่" หรือไม้ตบไฟ ในพื้นที่ที่ควรใช้เครื่องเป่าลมหรือโดรน

4. ข้อมูลไม่ทันการณ์: ข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียมที่รายงานเพียง 2 ครั้งต่อวัน ไม่เพียงพอต่อการควบคุมไฟที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว

เราจะทำอะไร (WHAT)

พรรคประชาชนเสนอการยกระดับการจัดการไฟป่าให้เป็น ระบบบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติ ที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการฟื้นฟู โดยมีเป้าหมายหลักคือ

• งบประมาณรายจ่ายประจำที่ชัดเจน: เลิกพึ่งพางบกลางเป็นหลัก และจัดสรรงบประมาณล่วงหน้าให้เพียงพอต่อภารกิจ

• ระบบข้อมูลและบัญชาการเอกภาพ: ใช้เทคโนโลยีเรียลไทม์เชื่อมโยงข้อมูลระดับพื้นที่สู่ศูนย์บัญชาการ

• กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น: ให้อำนาจและงบประมาณ อบจ. และ อบต. ในการจัดการปัญหาตามบริบทพื้นที่

• ยกระดับสวัสดิการเจ้าหน้าที่: คุ้มครองความปลอดภัย สิทธิ และจัดหาประกันชีวิตให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคนอย่างเป็นธรรม

ทำอย่างไรให้สำเร็จ (HOW)

1. เทคโนโลยีเฝ้าระวังและการบิน (Air & Space Tech)

• ดาวเทียมเรียลไทม์: พัฒนาการใช้ดาวเทียมตรวจจับ Hotspot ให้มีความถี่สูงขึ้น และส่งเสริมดาวเทียมขนาดเล็กของไทยเองเพื่อให้ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์

• ศูนย์ควบคุมการบินเฉพาะกิจ: บูรณาการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรน พร้อมปรับกฎระเบียบให้เจ้าหน้าที่ใช้โดรนในพื้นที่ภัยพิบัติได้อย่างคล่องตัวโดยไม่ผิดกฎหมาย

• Tracking การจัดการเชื้อเพลิง: ใช้ระบบดิจิทัลติดตามว่าพื้นที่ไหนมีการชิงเผาหรือจัดการเชื้อเพลิงไปแล้วบ้าง เพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า

2. ปลดล็อกท้องถิ่นและงบประมาณ

• แก้กฎหมายล็อกสเปก: แก้ไขระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้ท้องถิ่นซื้ออุปกรณ์ที่ "เหมาะกับป่าในพื้นที่" เช่น เครื่องเป่าลมกำลังแรงแทนไม้ตบไฟ

• งบประมาณสู่พื้นที่: จัดสรรงบประมาณให้ อบจ. ทำงานร่วมกับชุมชนในการสร้างแนวกันไฟและเตรียมทีมตอบสนองไว

3. สวัสดิการและอุปกรณ์ความปลอดภัย

• ปรับสัญญาจ้างทีมดับไฟป่า: เปลี่ยนแรงงานรายวันเป็นสัญญาจ้าง 3-5 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงและสะสมความเชี่ยวชาญ

• ประกันชีวิต 100%: รัฐสนับสนุนงบประมาณซื้อประกันชีวิตและอุบัติเหตุให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคน

• สนับสนุนอุปกรณ์ในจุดอับสัญญาณ: จัดหา GPS และวิทยุสื่อสารที่ใช้งานได้แม้อยู่ในจุดอับสัญญาณ พร้อมเครื่อง AED และชุดออกซิเจนประจำทีม

4. ให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา

• เชื่อมโยงสิทธิที่ดิน: แก้ไขปัญหาไฟป่าที่ต้นตอโดยเชื่อมโยงกับการจัดการสิทธิที่ดินทำกินในเขตป่า เพื่อให้ชาวบ้านร่วมเป็นหูเป็นตาและดูแลรักษาป่าร่วมกับรัฐ