ยกระดับมาตรฐานประมงไทยสู่สากล มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพิ่มคุ้มครองแรงงาน ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลเพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยเป็นเสาหลักเศรษฐกิจที่สำคัญ สร้างมูลค่าการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 1.4 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี พ.ศ. 2567 แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันจากตลาดโลกอย่างรุนแรง:
• มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด: ตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และ สหภาพยุโรป (EU) ต่างยกระดับมาตรฐานการนำเข้า ไม่เพียงแค่ด้านสุขอนามัย แต่เน้นการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการต่อต้าน การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing - IUU)
• ประเด็นสิทธิมนุษยชน: ความเสี่ยงเรื่องแรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ยังคงเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกคว่ำบาตรทางการค้าและเสียชื่อเสียง
• ความยั่งยืนของทรัพยากร: การทำประมงเกินกำลังผลิตของธรรมชาติส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
การปฏิบัติตามกฎกติกาสากลจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น "ทางรอด" เดียวที่จะรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก
พรรคประชาชนมุ่งสร้างการประมงที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงวิถีชีวิตชาวประมงควบคู่กับการรักษาปริมาณสัตว์น้ำให้เพียงพอต่อการพึ่งพาในระยะยาว โดยไม่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ ผ่าน 7 มาตรการหลัก:
1. ส่งเสริมพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรประมง
• การจัดการโดยชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Management): สนับสนุนให้ประมงพื้นบ้านมีอำนาจร่วมในการกำหนดเขตและกติกาดูแลรักษาทรัพยากรชายฝั่งของตนเอง
• การฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัย (Habitat Restoration): ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทำซั้ง (บ้านปลา) สนับสนุนการสร้างปะการังเทียม และธนาคารปู เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
2. เสริมความเข้มแข็งของกฎหมายประมง
• บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อป้องปรามการทำประมงผิดกฎหมาย และควบคุมเครื่องมือประมงทำลายล้าง รวมถึงการจับสัตว์น้ำวัยอ่อน (เช่น ปลาทู ปูม้า) อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของไทยด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
3. เสริมสร้างความโปร่งใสและระบบตรวจสอบย้อนกลับ
• วางรากฐานระบบเอกสารดิจิทัลที่สามารถ ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับกติกาการค้าสากล เช่น ข้อกำหนดการตรวจสอบสถานะความยั่งยืนของกิจการ (Corporate Sustainability Due Diligence Directive - CSDDD) ของสหภาพยุโรป และข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ต่างๆ เป็นต้น
4. คุ้มครองสิทธิแรงงานและสวัสดิภาพการทำงาน
• บูรณาการมาตรการคุ้มครองแรงงานเข้ากับกลไกกำกับดูแลการประมงโดยตรง เพื่อขจัดการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ พร้อมพัฒนาระบบการตรวจแรงงานและการส่งต่อผู้เสียหายที่รวดเร็วและเชื่อถือได้
5. ฟื้นฟูระบบการติดตามและเฝ้าระวัง (VMS)
• ฟื้นฟูการบังคับใช้ ระบบติดตามเรือประมง (Vessel Monitoring Systems - VMS) สำหรับเรือประมงพาณิชย์ เรือสนับสนุน และเรือขนส่ง เพื่อบันทึกตำแหน่งและความเร็วแบบเรียลไทม์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลการจับสัตว์น้ำเข้ากับข้อมูลท่าเทียบเรือเพื่อความโปร่งใสสูงสุด
6. สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมแบบเปิดกว้าง
• ประมงพื้นบ้าน: สนับสนุนตรามาตรฐานสินค้าประมงพื้นบ้าน (Local Certification) และส่งเสริมการตลาดตรงสู่ผู้บริโภค
• ประมงพาณิชย์: จัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือและแรงจูงใจในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) เพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเครื่องมือและวิธีทำประมงที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
7. เร่งรัดการศึกษาวิจัยทรัพยากรประมง
• สร้างระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่ทันสมัยสำหรับการสำรวจทรัพยากรและการประเมินผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อใช้กำหนดมาตรการจัดการที่แม่นยำ เช่น การกำหนดฤดูห้ามทำประมง และเครื่องมือที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
1. เสริมความเข้มแข็งกฎหมายและกลไกกำกับดูแล
• การมีส่วนร่วมทางกฎหมาย: จัดตั้งคณะทำงานด้านกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชกำหนดการประมง ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทั้งชาวประมง แรงงาน ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญเทคนิค มีส่วนร่วมอย่างโปร่งใสเพื่อให้กฎหมายปฏิบัติได้จริง
• ยกระดับ MCS: เพิ่มประสิทธิภาพ ระบบการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (Monitoring, Control and Surveillance - MCS) โดยสนับสนุนทรัพยากรและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อรับมือความเสี่ยงด้านการทำประมงผิดกฎหมาย
2. สร้างความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับ
• ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): พัฒนาระบบข้อมูลระดับชาติที่เชื่อมโยงตั้งแต่การจับ การขึ้นท่า การแปรรูป จนถึงการส่งออก
• ธรรมาภิบาลห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Governance): บูรณาการข้อมูลทะเบียนเรือ ใบอนุญาต และเอกสารส่งออก เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมาย
• มาตรฐานสากล: สนับสนุน กฎบัตรสากลว่าด้วยความโปร่งใสในกิจการประมง (Global Charter for Fisheries Transparency) เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีโลก
3. ยกระดับสวัสดิภาพและสิทธิแรงงาน
• บังคับใช้อนุสัญญา: ทำให้อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 188 (Work in Fishing Convention) และ พิธีสารส่วนเสริมฉบับที่ 29 (Protocol P29) มีผลในทางปฏิบัติผ่านกฎหมายรองและการตรวจสอบที่เข้มข้น
• สิทธิการรวมตัว: ผลักดันการให้สัตยาบัน อนุสัญญาฉบับที่ 87 (เสรีภาพในการสมาคม) และ ฉบับที่ 98 (สิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง) เพื่อยกระดับสิทธิแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ
4. ฟื้นฟูระบบติดตามและควบคุมการขนถ่าย
• VMS ภาคบังคับ: ฟื้นฟูการบังคับใช้ ระบบติดตามเรือประมง (VMS) ให้ครอบคลุมเรือสนับสนุนและเรือขนถ่ายสัตว์น้ำทุกลำ
• ชะลอการขนถ่ายกลางทะเล: กำหนดมาตรการชะลอการอนุญาต การขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเล (Transshipment at Sea) ชั่วคราว จนกว่าจะมีระบบตรวจสอบที่รัดกุมเพื่อปิดช่องทางการปลอมปนสัตว์น้ำผิดกฎหมาย
5. ยุทธศาสตร์การส่งออกและความเชื่อมั่นคู่ค้า
• การทูตเชิงเศรษฐกิจ: ประสานนโยบายระหว่างหน่วยงานเศรษฐกิจ ต่างประเทศ และแรงงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าหลัก (EU, USA, Japan, Australia)
• การรายงานที่โปร่งใส: เผยแพร่รายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหา IUU และการค้ามนุษย์อย่างสม่ำเสมอ พร้อมชี้แจงข้อเสนอแนะจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ
6. ยกระดับบทบาทในเวทีโลกและอาเซียน
• มาตรฐาน OECD: เข้าร่วมกรอบความร่วมมือมาตรฐาน องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูล ผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership) ของเรือประมง
• ใช้บทบาทประธานอาเซียน: ใช้โอกาสการเป็นประธานอาเซียนในปี พ.ศ. 2571 ผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านการผลิตอาหารทะเลที่มีจริยธรรมและการเคลื่อนย้ายแรงงานที่รับผิดชอบ