ใช้ One Map และ AI พิสูจน์สิทธิที่ดิน ดันป่าชุมชน 6.9 ล้านไร่ สร้างเศรษฐกิจสีเขียวและเพิ่มป่าอนุรักษ์เป็น 30% ของประเทศ

นับตั้งแต่การประกาศนโยบาย "ปิดป่า" ในปี 2532 ประเทศไทยได้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคการอนุรักษ์เข้มข้น อย่างไรก็ตาม แนวคิดการจัดการป่าแบบ "อนุรักษ์ปลอดคน" และการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางได้กลายเป็นรากฐานของความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนมาอย่างยาวนาน
โดยสถานการณ์ทรัพยากรป่าไม้และข้อพิพาทในปัจจุบันมีความซับซ้อนในหลายมิติ ดังนี้:
ความซับซ้อนของกฎหมายและหน่วยงาน: ปัจจุบันพื้นที่ป่าอยู่ภายใต้กฎหมายหลายฉบับและหลายหน่วยงานกำกับดูแล ทำให้เกิดความลักลั่นในการบริหารจัดการ โดยมีสถิติล่าสุด (พ.ศ. 2568) ระบุสภาพป่าคงเหลือเพียง 31% ของพื้นที่ประเทศ แบ่งเป็น:
ป่าสงวนแห่งชาติ: 31.4 ล้านไร่ (9.8% ของพื้นที่ประเทศ)
ป่าอนุรักษ์: 64 ล้านไร่ (20.1% ของพื้นที่ประเทศ)
ป่าชุมชน: 6.2 ล้านไร่ (1.9% ของพื้นที่ประเทศ)
ปัญหาแนวคิดอำนาจนิยมแบบดั้งเดิม: หน่วยงานรัฐมักยึดถือว่าทรัพยากรเป็นของรัฐเพียงฝ่ายเดียว จึงตัดสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการจัดการ ทำให้พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไม่สามารถถูกนำมาใช้สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือป้องกันภัยพิบัติโดยคนในพื้นที่ได้
ผลกระทบต่อสิทธิชุมชน: การเร่งประกาศเขตอุทยานแห่งชาติที่ทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินเดิม ทำให้ชาวบ้านต้องขออนุญาตในทุกกิจกรรมพื้นฐาน นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการขาดส่วนร่วมในการวางแผนยั่งยืน
พรรคประชาชนเสนอแนวทางใหม่ที่ผสานการรักษาทรัพยากรเข้ากับการสร้างความมั่งคั่งให้ท้องถิ่น ผ่าน 3 มาตรการหลัก:
การสร้างเอกภาพในการอนุรักษ์: เพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์จาก 20.1% เป็น 30% ของพื้นที่ประเทศ (95.8 ล้านไร่) โดยยกระดับพื้นที่ป่าสงวนฯ และป่าไม้ถาวรที่ยังคงสภาพป่าจริงและไม่มีข้อพิพาทกับประชาชน ให้กลายเป็นป่าอนุรักษ์ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน และมีหน่วยงานระดับกรมเพียงกรมเดียวดูแล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
การส่งเสริมสิทธิชุมชนจัดการป่า: เร่งประกาศรับรองป่าชุมชนที่ค้างอยู่ 760,000 ไร่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชนรวมเป็น 6.96 ล้านไร่ พร้อมแก้ไขโครงสร้างอำนาจโดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลและสนับสนุนชุมชน
การปรับเปลี่ยนแนวคิดสู่การพัฒนา: เปลี่ยนจากการอนุรักษ์แบบสกัดกั้น เป็นการบริหารจัดการป่าเพื่อการอนุรักษ์ควบคู่กับการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสุขภาพ เพื่อให้คนในท้องถิ่นมีรายได้จากการดูแลทรัพยากร
การขับเคลื่อนนโยบายจะใช้ทั้งกลไกบริหารและเทคโนโลยีขั้นสูง ดังนี้:
การจัดการฐานข้อมูลแนวเขต (Land Mapping): เร่งรัดการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 หรือ "วันแมป" (One Map) เพื่อแยกแยะพื้นที่ป่าที่คงสภาพและไม่มีข้อพิพาทให้ชัดเจน
นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใส:
ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) มาพัฒนาประสิทธิภาพในการพิสูจน์สิทธิที่ดินและตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าแบบทันท่วงที
ใช้โดรนถ่ายภาพและดาวเทียม เพื่อจัดทำแนวเขตป่าที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบออนไลน์
นำระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticket) มาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
การสร้างเศรษฐกิจสีเขียว: ส่งเสริมการใช้ป่าเพื่อธรรมชาติบำบัด กีฬาวิ่งเทรล และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พร้อมบริหารจัดการระบบ "การเก็บหาของป่าอย่างยั่งยืน" เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน
การวิจัยและพัฒนา: สนับสนุนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมให้ประชาชนสร้างพื้นที่สีเขียวในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเองเพื่อเพิ่มพื้นที่ปอดให้กับประเทศ