สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร 100% ตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค เพื่อกำจัดการสวมสิทธิ์ สกัดสินค้าเถื่อน และสร้างความเป็นธรรมด้านราคารับซื้อให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

สถานการณ์ภาคเกษตรไทยในปัจจุบันเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาลในหลายระดับ:
ช่องโหว่ในห่วงโซ่อุปทาน: มีการสวมสิทธิ์ใบรับรองมาตรฐานการผลิต การนำเข้าสินค้าเกษตรโดยไม่ทราบแหล่งที่มา และการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายเพื่อนำมาสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทยในการส่งออก
ความไม่เป็นธรรมในระบบตลาด: เกษตรกรขาดระบบมาตรฐานการรับซื้อที่แน่นอน ไม่มีเอกสารยืนยันการซื้อขายที่ชัดเจน และขาดกลไกควบคุมสถานการณ์ราคา รวมถึงปัญหาการทำเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ที่บริษัทคู่สัญญามักมีอำนาจต่อรองเหนือเกษตรกร
ผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้บริโภค: สินค้านำเข้าที่ต่ำกว่ามาตรฐานและผิดกฎหมายเข้ามาทุบราคาผลิตผลในประเทศ ขณะที่ผู้บริโภคต้องรับความเสี่ยงจากสินค้าด้อยคุณภาพที่ตรวจสอบแหล่งที่มาไม่ได้
นโยบาย “เกษตรไทยไม่เทา” มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศเกษตรที่โปร่งใสผ่าน 5 มาตรการหลัก:
ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): กำหนดให้สินค้าเกษตรทุกชนิดต้องรู้แหล่งที่มา 100% ตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงผู้บริโภค (From Farm to Table)
ความโปร่งใสทางการตลาด: สร้างความเป็นธรรมทั้งในด้านราคาปัจจัยการผลิตและราคารับซื้อผลผลิต
กลไกปกป้องเกษตรกร: สกัดกั้นสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย สินค้าต่ำกว่ามาตรฐาน และการสวมสิทธิ์ส่งออก รวมถึงการบริหารจัดการช่วงเวลานำเข้าไม่ให้ตรงกับฤดูกาลเก็บเกี่ยวในประเทศ
มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (Food Safety): สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยสินค้าที่ต่ำกว่ามาตรฐานต้องถูกทำลายทันที
การปฏิรูปกฎหมาย: ปรับปรุงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เพื่อป้องกันการเอาเปรียบจากบริษัทคู่สัญญา
มุ่งสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมในภาคเกษตรกรรมผ่านกลไกการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด โดยแบ่งแนวทางการดำเนินงานเป็น 4 ยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้:
1. การบริหารจัดการต้นทาง: ปัจจัยการผลิตและการเพาะปลูกที่มีอัตลักษณ์
เพื่อกำจัดปัญหาปัจจัยการผลิตปลอมและด้อยคุณภาพ รัฐจะดำเนินการดังนี้:
ระบบรับรองที่มาเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย: เมล็ดพันธุ์ทุกล็อตต้องผ่านการรับรองแหล่งที่มา ส่วนปุ๋ยต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร โดยมีฉลากภาษาไทยระบุสูตรชัดเจน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ผลิตได้ทั้งปุ๋ยเคมีและอินทรีย์
ระบบติดตามสารเคมี: ติดตามเส้นทางการใช้สารกำจัดศัตรูพืชจากโรงงานจนถึงเกษตรกรผู้ใช้
ระบบติดตามอาหารสัตว์: ปรับมาตรฐานฉลากอาหารสัตว์ให้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึก (เช่น วัตถุดิบและความสามารถในการย่อย) มากกว่าค่าพื้นฐานทั่วไป พร้อมจัดตั้งห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบคุณภาพ
ยกระดับมาตรฐาน GAP และข้อมูลดิน: ส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices - GAP) โดยบังคับตรวจคุณภาพดินและบันทึกการใช้ปัจจัยการผลิตทุกขั้นตอนเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ใบรับรอง
2. การควบคุมชายแดน: มาตรการนำเข้าที่เข้มงวดและเป็นธรรม
เพื่อปกป้องเกษตรกรจากการลักลอบนำเข้าและการสวมสิทธิ์สินค้าไทย:
การนำเข้าผ่านด่านควบคุม: กำหนดให้นำเข้าสินค้าเกษตรผ่านด่านกักกันพืชทั้ง 50 แห่งที่ระบุไว้เท่านั้น โดยมีระบบบันทึกภาพและตรวจสอบอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
ไม่รับนำเข้าสินค้ามาตรฐานต่ำกว่าไทย: ปฏิเสธการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยมาตรฐานต่ำกว่าไทย เช่น สินค้าที่มีสารตกค้างเกินเกณฑ์ หรือพืชที่ผ่านกระบวนการเผาไร่ (Non-burning policy) โดยต้องแสดงใบรับรองประกอบ
ระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้านำเข้า: จัดทำระบบติดตาม (Tracking) สินค้าเกษตรนำเข้าทุกชนิด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้านำเข้ามีแหล่งที่มาชัดเจน ไม่ถูกสวมสิทธิ์ระหว่างทาง
ระบบการแสดงตัวตน: สินค้าเกษตรนำเข้าทุกล็อต ต้องมีฉลากหรือข้อมูลระบุ ประเทศผู้ผลิต และ ชื่อผู้นำเข้า
ปกป้องเกษตรกรไทยช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว: บังคับใช้มาตรการงดนำเข้าวัตถุดิบ (เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง) ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวภายในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา
สกัดสินค้าต่างชาติสวมสิทธิ์ส่งออก: ตรวจสอบและลงโทษเด็ดขาดกรณีการสวมสิทธิ์สินค้าต่างชาติเป็นสินค้าไทย (Goods Transshipment) เพื่อส่งออกหลบเลี่ยงโควตา
3. การสร้างธรรมาภิบาลในตลาด: การซื้อขายที่ยุติธรรม
มาตรฐานคุณภาพการรับซื้อ: กำหนดเกณฑ์วัดความชื้นและคุณภาพมาตรฐานสำหรับพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย ปาล์ม และยางพารา โดยต้องมีการบันทึกเอกสารการซื้อขายเข้าสู่ระบบส่วนกลาง
ฐานข้อมูลการรวบรวมผลผลิต: กำหนดให้ลานมัน โรงสี และสหกรณ์ เปิดเผยปริมาณการรับซื้อในพื้นที่แบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและปั่นราคา
ปฏิรูปกฎหมายสัญญาจ้าง: ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้บริษัทคู่สัญญาเอาเปรียบเกษตรกร
4. มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร
เพิ่มขีดความสามารถการสุ่มตรวจ: ยกระดับการตรวจสอบสารพิษตกค้างและเชื้อโรคในผักผลไม้ให้ครอบคลุมและแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเพิ่มจำนวนตัวอย่างและชนิดของสารที่สุ่มตรวจ
ทำลายผลผลิตที่มีสารตกค้างเกินมาตรฐาน: หากตรวจพบผักหรือผลไม้ใดมีสารเคมีตกค้างเกินเกณฑ์ความปลอดภัย ให้ ถอนและทำลาย ทันทีและนำออกจากระบบตลาด ห้ามจำหน่ายแก่ผู้บริโภคอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องประชาชนจากอันตราย