กระจายอำนาจทางการศึกษา ให้โรงเรียนตัดสินใจทรัพยากรเองได้ แก้ปัญหาครูไม่มีเวลาสอน เพื่องบประมาณถูกใช้อย่างตรงจุด นำไปสู่คุณภาพการเรียนรู้ที่ดีขึ้น

ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญกับภาวะ "คอขวด" จากการบริหารจัดการที่รวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาใน 3 มิติหลัก:
ข้อจำกัดด้านงบประมาณ: การจัดสรรงบประมาณยังถูกกำหนดวัตถุประสงค์จากส่วนกลางและมีปริมาณไม่เพียงพอ โรงเรียนขาดอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากร ทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือวิกฤตที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้
วิกฤตการบริหารบุคลากร: ระบบการสรรหาและบรรจุครูถูกกำหนดโดยส่วนกลาง ทำให้โรงเรียนไม่มีส่วนร่วมในการคัดเลือกบุคลากรที่ตรงกับความต้องการจริง นำไปสู่ปัญหาครูสอนไม่ตรงสาขาวิชา อัตราการโยกย้ายที่สูง และขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาผู้เรียน
การจำกัดทางวิชาการ: หลักสูตรและการรายงานผลถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากส่วนกลาง บั่นทอนเวลาของครูในการพัฒนาการสอน และจำกัดพื้นที่ในการออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศักยภาพและบริบทชีวิตของผู้เรียน
พรรคประชาชนเสนอการปรับปรุงหลักเกณฑ์และกฎหมายเพื่อสร้าง "อิสระ" ให้กับโรงเรียนใน 3 ด้าน ดังนี้:
งบประมาณอุดหนุนแบบวงเงินรวม (Block Grant): ปรับรูปแบบการจัดสรรเงินอุดหนุนให้เป็นวงเงินก้อนเดียวที่โรงเรียนสามารถบริหารจัดการและ "ถัวจ่าย" ได้ทุกรายการ (รวมถึงค่าหนังสือ อุปกรณ์ เครื่องแต่งกาย และงบฉุกเฉิน) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวสูงสุด
สูตรจัดสรรงบประมาณแบบก้าวหน้า: ปรับสูตรการคำนวณรายหัวโดยใช้ อัตราก้าวหน้า (โรงเรียนขนาดเล็กได้รับเงินอุดหนุนต่อหัวสูงกว่า) เพื่อให้โรงเรียนทุกขนาดมีทรัพยากรขั้นต้นเพียงพอต่อการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ
เกณฑ์ครูขั้นต่ำ: กำหนดจำนวนบุคลากรสายผู้สอนขั้นต่ำที่จำเป็นต้องมีในแต่ละขนาดโรงเรียน เพื่อประกันคุณภาพการเรียนรู้
สิทธิในการสรรหา: เปิดโอกาสให้สถานศึกษามีส่วนร่วมมากขึ้นในการคัดเลือกและบรรจุบุคลากรให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนตนเอง
แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถบริหารจัดการอาคาร สถานที่ และอุปกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาระการทำรายงานที่ไม่จำเป็นสู่ส่วนกลาง
การเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นโรงเรียนนิติบุคคลที่มีอิสระจะดำเนินการผ่านขั้นตอนดังนี้:
ระยะเร่งด่วน (Immediate Action): ปรับปรุงระเบียบและข้อบังคับของ กระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณรายหัว เพื่อให้อิสระแก่โรงเรียนในการถัวจ่ายงบประมาณได้ทันที
ระยะถัดไป (Structural Reform): ผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (เช่น พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ) เพื่อยกระดับสถานศึกษาให้มีฐานะเป็น "นิติบุคคล" อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งความเป็นอิสระด้านงบประมาณ วิชาการ และการบริหารงานบุคคลอย่างยั่งยืน